Recent Updates RSS Toggle Comment Threads | Keyboard Shortcuts
-
bact'
“Sell what is scarce, not what’s ubiquitous”
ตารางข้อเสนอของ Gerd Leohard (@gleohard) ในเรื่อง
Content 2.0
หาอะไรที่ยังขาดอยู่ อย่าไปขายอะไรที่มันมีเยอะแล้ว -
bact'
Open Library
โครงการ Open Library โดย Internet Archive ด้วยทุนสนับสนุนจากห้องสมุดรัฐแคลิฟอร์เนีย
หนึ่งหนังสือ หนึ่งหน้าเว็บ
Open Library ตั้งเป้าทำหอสมุดเปิดขนาดใหญ่ โดยเปิดให้อาสาสมัครมาช่วยใส่รายละเอียดของหนังสือทุก ๆ เล่มที่เคยตีพิมพ์มา เช่น ชื่อผู้แต่ง ปีที่พิมพ์ ISBN ประโยคแรกของหนังสือ รวมถึงมีหนังสือสแกนให้อ่านออนไลน์ได้ด้วย สำหรับหนังสือบางเล่ม (สามารถร้องขอให้สแกนเล่มที่ต้องการได้ด้วย)
รองรับหลายภาษา ไม่แน่ว่า ถ้าโครงการนี้ไปได้ดี เราอาจจะมีฐานข้อมูลหนังสือภาษาไทย พร้อม ISBN ดี ๆ ให้ใช้ ตัวฐานข้อมูลเปิดให้เรียกใช้ผ่านทาง RESTful API และไม่มีลิขสิทธิ์ ใครจะเอาไปใช้อะไรก็ได้
เข้ากับกระแสเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Reader) ตอนนี้ดี
-
bact'
[13 ก.พ.] TEDxBKK 2010: Spreading Creativities
DIY นี่ก็เป็นอีก culturescape(s) มั๊ย? (-scape ในความหมายของ Arjun Appadurai)
TEDxBKK คืองาน TEDx ที่กรุงเทพ
งาน TEDx เป็นงานเสนอไอเดียลักษณะเดียวกับงาน TED ซึ่งเป็นงานประชุมระดับโลก ที่จัดให้ผู้คนน่าสนใจจากสาขาอาชีพต่าง ๆ โดยเฉพาะจากสาขาเทคโนโลยี บันเทิง และการออกแบบ นำเสนอไอเดีย เรื่องที่ตัวเองสนใจ แนวคิดหลักของงานคือ
บอกต่อไอเดีย
(Spreading Ideas)จุดต่างของ TEDx กับ TED ก็คือ งาน TEDx เป็นงานที่อาสาสมัครในเมืองต่าง ๆ จัดกันเอง โดยใช้คำแนะนำที่ TED จัดไว้ให้ แต่เป็นอิสระจากองค์กร TED เพื่อให้เวทีลักษณะนี้ได้ขยายออกไปทั่วโลก
เราอาจพูดได้ว่า งานลักษณะ TEDx, บาร์แคมป์, เพะชะ คุชะ, ซีซี ซาลอน, Third Class Citizen, รี้ดแคมป์, FilmCamp ฯลฯ เป็นงานในกระแส
วัฒนธรรม อ่าน/เขียน
(Read/Write Culture) ที่พยายามลดช่องว่างระหว่างผู้รับสาร/ผู้ส่งสาร และเปิดโอกาสให้คนที่เคยเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว ได้มีโอกาสพูดบ้าง — ในจิตวิญญาณทำนองเดียว/ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงกับขบวนการโอเพนซอร์ส/ซอฟต์แวร์เสรี, DIY, และครีเอทีฟคอมมอนส์ — ซึ่งแต่ละงานก็จะมีหัวข้อสนใจและรูปแบบการมีส่วนร่วมต่างกันไปพูดให้เข้าภาษา Creative Commons พื้นที่เหล่านี้ คือเวทีบอกต่อความ creative สำหรับชาว commons ไม่สำคัญว่าคุณจะเป็นใคร สูงต่ำดำขาว สำคัญว่าคุณทำอะไรคิดอะไรพูดอะไร เปล่งมันออกมา ถ้ามีคนคิดว่ามันน่าสนใจ มันก็จะถูกบอกต่อ
TEDxBKK ครั้งแรก จะจัดในวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2553
รายละเอียดเพิ่มเติม กำหนดการ สถานที่ ดูได้ที่เว็บไซต์ TEDxBKK.com, เฟซบุ๊ก, และ ทวิตเตอร์ @TEDxBKK [hashtag คือ #TEDxBKK]
สนใจไปร่วมกันได้ครับ ถ้ามีครั้งหน้าก็ลองเสนอไอเดียของตัวดู :)
-
bact'
We’re sick of Ministry of Culture in Thailand
กลุ่ม
พวกเราป่วยกับกระทรวงวัฒนธรรม
(We’re sick of Ministry of Culture in Thailand) http://www.facebook.com/SickMoCใครรู้ตัวว่าเป็นคนป่วย ไปทำบำบัดกลุ่มได้ที่เฟซบุ๊กตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ด้านบน (มีลิงก์น่าสนใจและเรื่องเหลือเชื่อคับคั่ง!)
-
bact'
Mekong ICT Camp 2010
แม่โขงไอซีทีแคมป์ 13-17 พ.ค. 2553 เชียงใหม่
Mekong ICT Camp is a bi-annual workshop on information and communication technologies capacity development for citizen media, community health, and civil society organizations in Mekong sub-region, Southeast Asia.
The second Mekong ICT Camp, to be held this year in Chiang Mai, May 13-17, is organized by Thai Fund Foundation and Opendream.
More info at mekongict.org.
-
bact'
Switched to P2
เปลี่ยนหน้าตามาใช้ธีม P2
โพสต์ง่ายขึ้นเป็นกอง ประมาณ Twitter เลย ชอบมาก
มี keyboard shortcut ด้วย (ลองกด h ดู)
-
bact'
พูดอะไร และ ฟังอย่างไร
when duplicated contents is all around, the experience is kingในโลกดิจิทัล การคัดลอกทำสำเนา
เนื้อหา
เป็นเรื่องง่าย ๆ คัดลอกได้เหมือนต้นฉบับทุกประการ รวดเร็ว ต้นทุนต่ำถ้าเนื้อหาเหมือน ๆ กันหมด ทั้งบนกระดาษ บนคอมพิวเตอร์ บนอุปกรณ์มือถือ บนเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ บนเว็บไซต์ บนโปรแกรมอ่านฟีด บนเว็บท่า บนอีเมล บน HTML บน PDF อะไรที่ทำให้คนเลือกอ่านเนื้อหาหนึ่ง ๆ บนฮาร์ดแวร์+ซอฟต์แวร์หนึ่ง แต่ไม่เลือกฮาร์ดแวร์+ซอฟต์แวร์อื่น ๆ ?
ผมคิดว่า มันคือ
ประสบการณ์
ในการอ่านเว็บท่าและโปรแกรมอ่านฟีด ก็ให้ประสบการณ์การอ่านที่ต่างไปจากการอ่านบนเว็บข่าว
ปัญหาการถูกก๊อปปี้งานไป ทำให้ยอดผู้ชมเว็บข่าวต้นทางตก คนไปอ่านจากช่องทางอื่น เป็นเพราะช่องทางเหล่านั้น ให้ประสบการณ์อะไรที่เว็บข่าวทำไม่ได้หรือเปล่า
แน่นอนว่า การปกป้องสิทธิของตัวถือเป็นหน้าที่ที่ผู้ถือลิขสิทธิ์พึงทำ ไม่ว่าจะเป็นภาพข่าว บทความ ฯลฯ แต่ผมไม่คิดว่านั่นเป็นคำตอบในการดึงคนมาที่เว็บข่าว ยิ่งกรณีของตัวข่าวประจำวัน การรายงานข้อเท็จจริงทั่วไป ที่ไม่ใช่งานอันมีลิขสิทธิ์ การใช้มาตรการทางกฎหมายลิขสิทธิ์ ย่อมไม่มีผลใด ๆ
ถ้าสิ่งที่ดึงให้คนไปอ่านข่าวผ่านช่องทางต่าง ๆ คือตัว ประสบการณ์ในการอ่าน หากเว็บข่าวต้องการดึงคนมาอ่าน ย่อมต้องปรับปรุงประสบการณ์ในการอ่านดังกล่าวด้วย
การจัดหน้า ตัวอักษร ระยะย่อหน้า สี ขนาด การโต้ตอบ การจัดหมวดหมู่ สภาพแวดล้อมสนับสนุนการอ่านต่าง ๆ ข้อมูลเชื่อมโยง การได้แลกเปลี่ยนกับผู้อ่านอื่น ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์อ่าน ที่ผู้อ่านรู้สึกและตัดสินจากความรู้สึกดังกล่าวในการเลือกอ่านจากช่องทางใด ที่สำคัญคือ การก๊อปปี้ประสบการณ์เหล่านี้ มีต้นทุนสูงกว่าการก๊อปปี้เนื้อหามาก
ผมคิดว่าเว็บข่าวมีทางเลือกใหญ่ ๆ อยู่สองทาง คือ หนึ่ง สร้างสิ่งป้องกันต่าง ๆ เสริมกลไกต่าง ๆ เพื่อให้โลกเป็นไปอย่างที่เขาอยากให้เป็นมากที่สุด หาทางป้องกันการก๊อปปี้ในโลกที่การก๊อปปี้เป็นไปได้อย่างง่ายดาย หรือ สอง ปรับตัวให้เข้ากับโลก ดูว่าจะดำรงชีวิตอยู่บนโลกแบบนี้อย่างไร มีโอกาสใหม่ ๆ อะไรในโลกนี้บ้าง
ไม่จำเป็นต้องบอกก็รู้ ว่าอย่างไหนง่ายกว่ากัน
—-
ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว ของการเปลี่ยนแปลงในวารสารศาสตร์และงานข่าว ที่เว็บไซต์ J-Lab และ Nieman Journalism Lab
เพิ่ม 2009.09.19 (ครบ 3 ปี รัฐประหาร): Content is Not King โดย Andrew Odlyzko (First Monday, Volume 6, Number 2 – 5 February 2001)
-
bact'
social media -> party-cipation of the writing society
สไลด์จากงานอบรมนักข่าวพลเมือง เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ช่วงที่ผ่านมา ผมคิดถึงเรื่อง การอ่านออกเขียนได้ในทางต่าง ๆ, read/write culture, digital literacies, citizen journalism, social media, unconference, *camp ผมคิดว่าธีมทั้งหมดมันก็คือ ทุกคนอยากจะเขียนด้วยแล้วนะ จะเขียนบล็อก เขียนเพลง เขียนข่าว เขียนกฎหมาย เขียนกำหนดการสัมมนา เขียนฯลฯ ซึ่งถ้าจะเรียกสนุก ๆ ก็ลองเรียกดูว่า party-cipation คือ มันก็เรื่องการมีส่วนร่วมนั่นแหละ แล้วเป็นเรื่องใกล้ ๆ ตัว สนุก ๆ ใคร ๆ ก็ทำได้ ทำได้ทุกวัน เป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน แล้วก็เป็นเรื่องที่ทำด้วยกัน
technorati tags: social media, media activism, citizen journalist
-
bact'
สวัสดีกรุงเทพ ขอถนนเราคืนได้ไหม?
walking as a mode of transportation
ไฟคนข้าม หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ แยกบางลำพู แดงตลอดเวลา ไม่เคยเขียวเลย สัญญาณไฟไม่น่าเสีย ไฟจราจรสำหรับรถและคนข้ามอื่น ๆ ยังทำงานปกติ
อีกอย่างที่อยากให้ดูคือ วงรอบการวิ่งรถ ที่ไม่เอื้อต่อการข้ามถนนเลย ไม่มีรถวิ่งตรงมา ก็เป็นรถเลี้ยวมา แล้วจะให้ข้ามตอนไหน ?
ตกลงว่า ใครสำคัญกว่า คน หรือ รถ เมืองนี้มีไว้ให้อะไรอยู่ ?
ถ้าเมืองเป็นที่อยู่ของคน ก็จำเป็นต้องเอาคนมาก่อน เอารถไว้ทีหลัง เอาอย่างอื่นไว้ทีหลัง
ถนนหนทาง สถาปัตยกรรม ผังเมือง สาธารณูปโภคต่าง ๆ สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในเมือง ต้องออกแบบให้สนองความต้องการของคนในเมืองก่อนเป็นอันดับแรกการจราจรต้องเป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวกให้คนเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เพื่อชีวิตประจำวัน เพื่อกิจกรรมของคน และต้องไม่ใช่เรื่องของการอำนวยความสะดวกให้กับรถ
เราจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญอย่างระมัดระวัง การใช้รถเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในการเดินทางของคน จะให้มาสำคัญกว่าตัวคนผู้เดินทางได้อย่างไร ?
หลังจากรายงานเรื่องไฟคนข้ามถนนในวีดิโอข้างบน มีเพื่อนชาวเน็ต @poakpong ผ่านไปแถวนั้นพอดี และได้แจ้งเรื่องกับตำรวจประจำป้อมตรงแยกนั้น ซึ่งตำรวจก็รับเรื่องไปประสานต่อให้ ต้องขอขอบคุณ
อย่างไรก็ตาม จากคำพูดของตำรวจจราจรประจำป้อม
หลังจากพิสูจน์กันว่าไม่มีทางเป็นไฟเขียวได้แล้ว คุณตำรวจก็บอก ตัวเขาเองไม่เคยสังเกต เพราะปกติดูแต่ไฟด้านบน (สัญญาณไฟสำหรับรถ) พร้อมบอกว่า จะนำปัญหาดังกล่าวไปบอกกับทางฝ่ายเทคนิคต่อไป
เราก็ได้เห็นจริง ๆ ว่า คนเดินถนน ได้รับความสำคัญต่ำกว่า รถ จริง ๆ ต่ำจนลืมสังเกต
เมืองเป็นที่อยู่ของคน
คนก่อน รถทีหลัง
คนถนนให้คนเดินเท้าเว็บน่าสนในเรื่องนี้ Walk21, International Federation of Pedestrians
-
bact'
ผีลิขสิทธิ์ : มันมาอีกแล้ว
-1-
หลากหลายวิดีโอข้างล่างดังต่อไปนี้ เป็น “Video Response”
วิดีโอตอบกลับ มิวสิกวิดีโอเพลง “Here It Goes Again” ของวง OK GoPulp Sport – Mascots do OK GO – Here it goes Again
ตุ๊กตาขอเต้นด้วยSelf- Solving Rubix Cube / OK Go – Here it Goes Again
ลูกบิดแดนซ์OK Go Here It Goes Again – Alamo Heights
มากันอย่างหล่อ (ในงานโรงเรียน)Here It Goes Again: The Dance Without Treadmills – BELL
เต้นกันแบบไม่มีเครื่องวิ่งBest Floor Exercises :D
สาว ๆ ม้วนหน้าม้วนหลังHere It Goes Again
หนุ่ม ๆ เต้นกันกลางหิมะHere It Goes Again….
ไม่เต้นแล้ว ขอตีความเพลงใหม่ แบบสองสาวบ้านเดียวกันUniversity of Notre Dame: Here It Goes Again
วงโยธวาฑิตมหาวิทยาลัยนอเทรอดาม สวนสนามเป็นรูปคนวิ่งบนเครื่องวิ่ง
(เป็นคลิปเดียวในรายการนี้ ที่เรียบเรียงเพลงขึ้นมาใหม่)-2-
ถ้าว่ากันโดยเคร่งครัดตามกฎหมายลิขสิทธิ์ปัจจุบัน
วิดีโอตอบกลับเหล่านั้นอาจจะผิดลิขสิทธิ์หมดเลยก็ได้-3-
คำถามคือ แค่ไหน อย่างไร
เราจึงจะยอมให้งานจำนวนหนึ่งต้องเป็นหมันไป ไม่มีโอกาสได้เกิด
เพื่อรักษาคุณค่าที่เราเคยเชื่อกันว่าเหมาะสมในอดีต ที่เรียกว่า “ลิขสิทธิ์”หลายอย่างที่เราเห็นในวิดีโอเหล่านั้น
พวกเราหลายคนอาจเคยเล่นกันกับเพื่อน เปิดวิทยุเสียงดัง
คว้าไม้กวาดมาเป็นกีต้าร์ ตีกระป๋อง เคาะขวด
เต้นหน้าชั้นเรียนหรือรอบกองไฟ…และทุกอย่างจะกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
เพียงเมื่อเราถือเครื่องบันทึกภาพเข้ามา
และอยากจะแบ่งมันให้เพื่อน ๆ ในเน็ตดูนั่นเป็นโลกแบบที่เราอยากจะอยู่กันรึเปล่า ?
เราจะปล่อยให้การมองโลกอย่างในอดีต ระบบลิขสิทธิ์อย่างคับแคบ
ขังจินตนาการถึงอนาคตของเรา ไปอีกถึงแค่ไหน-4-
“โชคดี” ที่ วง OK Go ไม่บ้าจี้อ้างลิขสิทธิ์ไปเรื่อย
หนำซ้ำยังนึกสนุก ชวนทุกคนเอาเพลงของเขาไปเล่นหน่อย
เปิดเป็นการประกวด OK Go Dance ไปซะเลย
มีกรุ๊ปใน YouTube มีสมาชิกมากกว่าสองพันคน
และร่วมส่งวิดีโอเข้ามา 165 ชิ้น (อย่างเป็นทางการ ไม่นับที่ทำเล่น ๆ ขำ ๆ แล้วไม่ได้ส่งเข้ามาอีก)ผลลัพธ์ ? ทุกคนสนุก และ OK Go ก็พลอยดังไปด้วย
(ผมรู้จักวงนี้ก็เพราะมิวสิกวีดีโอเพี้ยน ๆ ที่เพื่อนส่งมาให้ดูนี่ล่ะ – คลิกไปแล้ว 44 ล้านครั้ง น้อยที่ไหน)-5-
แต่เราจะปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของ “โชคดี” ต่อไปไหม
จะมีวงดนตรีอีกกี่วงอย่าง OK Go ?ไม่ได้มีคนนึกสนุกแบบนั้นไปเสียทุกครั้ง เมื่อปี ค.ศ. 2001 ผู้ดูแลผลประโยชน์ของ Margaret Mitchell ผู้เขียนหนังสือ Gone with the Wind ฟ้องร้อง Alice Randall ผู้เขียนหนังสือ The Wind Done Gone ซึ่งเป็นนิยายล้อวิจารณ์ (parody) เรื่อง Gone with the Wind โดยกล่าวหาว่า The Wind Done Gone นั้นลอกตัวละครและฉากหลักมาจาก Gone with the Wind ดังนั้นจึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และขอให้หยุดพิมพ์หรือจำหน่าย
เรื่องนี้จบลงที่ศาลอุทธรณ์ ตัดสินว่า ผู้ดูแลผลประโยชน์ของ Gone with the Wind สามารถปกป้องภาพลักษณ์ของนิยายดังกล่าวได้ แต่ไม่ใช่ด้วยการใช้กฎหมายลิขสิทธิ์
แต่จะมีสักกี่คนกัน ที่จะมีทุนพอจะขึ้นโรงขึ้นศาลแบบนั้นได้ …
อย่างดีก็ยอม ๆ ไป ไม่อยากมีปัญหา ลบคลิปทิ้ง จบ-6-
เมื่อเร็ว ๆ นี้ Author’s Guild ชมรมนักเขียนอเมริกันกล่าวหาว่า ฟังก์ชันอ่านออกเสียงในเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Kindle 2 ของ Amazon นั้น ละเมิดลิขสิทธิ์ audiobook ของนักเขียน.. โดยระบุว่า ‘พวกเขาไม่มีสิทธิในการอ่านออกเสียงหนังสือ’ (‘They don’t have the right to read a book out loud’) !
พวกเราจะสนุกแบบนี้ไปได้นานอีกแค่ไหน
กฎหมายลิขสิทธิ์อย่างในปัจจุบันกำลังเป็นตัวจำกัดการเกิดงานใหม่ ๆ เสียเอง – ผิดจากเจตนาในการมีมันขึ้นมาในทีแรก
…ได้เวลาตั้งคำถามกับระบบลิขสิทธิ์ปัจจุบันหรือยัง ?



