Tagged: politics RSS

  • bact' 7:52 pm on April 11, 2010 Permalink | Reply
    Tags: , politics, ,   

    ต้องกลับไปสู่สังคมมาตรฐานเดียว 

    สังคมสองมาตรฐานย่อมไถลไปสู่สงครามกลางเมืองและความป่าเถื่อน
    ทางออกมีทางเดียว…ต้องกลับมาสู่มาตรฐานเดียวกัน

    ผมจะไม่ขอกล่าวถึงอำนาจรัฐสองมาตรฐานซึ่งเป็นที่ประจักษ์มานานแล้ว (ไม่ใช่เฉพาะในยุคนี้) … ที่น่าเป็นห่วงกว่านี้อย่างยิ่งคือสถานการณ์ของสังคมสองมาตรฐาน

    ในปัจจุบันสมาชิกสังคมจำนวนมากมายที่เคยร่วมกันต่อสู้เคียงบ่าเคียงใหล่กันเพื่อระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรมแก่ประชาชนทุกส่วนโดยไม่เลือกหน้า ได้สละทิ้งคุณค่าดั้งเดิมที่ตนเคยยึดถือมาตลอด โดยได้แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน หันมาเผชิญหน้ากัน และเล็งมวลมนุษย์ในฝ่ายตรงกันข้ามเป็นศัตรูของตนโดยทั้งหมด

    ดูเหมือนพวกเราทุกคนทุกฝ่ายยังอ้างคำว่าประชาธิปไตยอยู่ แต่พฤติกรรมคือการนิยมระบอบประชาธิปไตยเฉพาะเมื่อเอื้ออำนวยต่อประโยชน์ของฝ่ายเรา หากเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยอาจเอื้ออำนวยต่อฝ่ายตรงกันข้าม เราก็จะหันเหไปทางอื่น ทหารยึดอำนาจเราก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ (ตราบใดที่เป็นทหารของฝ่ายเรา) เมื่อฝ่ายตรงข้ามเรียกร้องการเลือกตั้งเพื่อพิสูจน์ความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ เราก็จะออกมาคัดค้านทันทีหากมองว่าฝ่ายเราจะเสียเปรียบจากการเลือกตั้งนั้น

    เรื่องสิทธิเสรีภาพก็เช่นเดียวกัน เราทุกคนเห็นด้วยกับเสรีภาพในการชุมนุมตราบใดที่เป็นการชุมนุมของฝ่ายเรา แต่เมื่อเป็นการชุมนุมของฝ่ายตรงกันข้ามก็ขอให้อำนาจรัฐฝ่ายเรารีบจัดการ หากอำนาจรัฐฝ่ายเราทำให้ผู้ชุมนุมฝ่าตรงกันข้ามเสียชีวิตก็แล้วไป ช่วยไม่ได้ เสียใจนะ แต่คุณเลือกข้างผิดเอง แต่หากอำนาจรัฐฝ่ายตรงข้ามทำให้ผู้ชุมนุมฝ่ายเราเสียไป ต้องประณามถึงที่สุด … ฆาตกร !

    เสรีภาพสื่อหรือ ? แน่นอนพวกเราทุกคนเห็นด้วยอย่างยิ่งในเสรีภาพของสื่อมวลชนที่อยู่ฝ่ายเรา ใครมาข่มเหงเราสู้ตาย แต่หากอำนาจรัฐฝ่ายเราจะปิดสื่อของฝ่ายตรงกันข้าม เรารู้สึกเฉยๆ

    สิทธิมนุษยชนสำคัญมาก แต่หากคนในฝ่ายตรงข้ามติดคุกเพราะแสดงความคิดเห็นตามที่รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิ์ ก็เป็นเรื่องที่เขาแส่เรียกหาคุกเอาเอง ไม่ใช่ธุระของเรา

    กฎหมายเผด็จการต่างๆ ที่เปิดโอกาศให้อำนาจรัฐย่ำยีประชาชน (กฎอัยการศึก พรก.ฉุกเฉินฯ พรบ.ความมั่นคงฯ) เราย่อมคัดค้าน เพราะขัดต่อระบอบประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ แต่ถ้าจะใช้ต่อฝ่ายตรงข้ามก็เป็นเรื่องจำเป็น เข้าใจได้

    สังคมไทยได้เกิดวัฒนธรรมใหม่ที่พวกเราทุกฝ่ายไม่รู้จักมองคนในฝ่ายตรงข้ามเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคมเดียวกัน ไม่สามารถมองเขาเป็นคนแบบเรา ที่มีอาชีพแบบเรา มีครอบครัวแบบเรา มีความใฝ่ฝันแบบเรา และมีคุณธรรมแบบเรา

    เมื่อผมเขียนบทความก่อนหน้านี้เรื่องนายอภิสิทธิ์มองตัวเองในกระจกก็เห็นหน้านายทักษิณ มีหลายคนอีเมล์มาถามผมว่า แล้วผมมีดีอะไร? มองตัวเองในกระจกแล้วเห็นใคร ? ผมก็คงต้องยอมรับว่า ผมก็ไม่ต่างกับเพื่อนมนุษย์คนอื่น เคยทำผิดมามาก โดยเฉพาะที่เสียใจจนทุกวันนี้คือการที่ผมไม่ได้ออกมาต่อต้านรัฐประหารปี 2549 อย่างจริงจัง แต่ตอนนี้ผมมองเข้าใจแล้วถึงความเสียหายมหาศาลที่เป็นผลพวงจากรัฐประหารครั้ง นั้น ผมยอมรับว่าผมเองก็เป็นมนุษย์สองมาตรฐานเหมือนกัน แต่กำลังพยายามแก้ไขอยู่และอยากชวนเพื่อนๆ ทุกฝ่ายทำเช่นเดียวกัน

    หากเราไม่ช่วยกันแก้ไขสังคมสองมาตรฐานที่ลืมคุณค่าเดิมของการใช้มาตรฐานระบอบประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และสิทธิมุษยชนอย่างเสมอภาคเสมอหน้า ไม่เลือกปฎิบัติ สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือสงครามกลางเมือง และเราจะกลายเป็นสังคมที่ป่าเถื่อน เพราะอำนาจจะได้มาทางเดียวโดยการใช้กำลังความรุนแรงพยายามทำลายซึ่งกันและกัน ใครชนะก็กินขาด

    ในประเทศประชาธิปไตยที่มีอารยธรรม การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่พวกเขาไม่มองกันเป็นศัตรู แค่เป็นคู่ต่อสู้กันทางการเมืองโดยสันติ โดยอาศัยกฎกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน

    หากพวกเราทุกคนจะช่วยกันแก้วิกฤติสังคมไทย เราต้องสร้างมาตรฐานการต่อสู้ทางการเมืองทำนองเดียวกัน

    ผมเสนอทางออกที่ไม่ง่ายนักดังนี้

    1. เราต้องมีการเลือกตั้งโดยเร็ว

    2. ทุกพรรคการเมืองให้สัญญาต่อประชาชน (ร่วมกันยิ่งดี) ว่าใครชนะเลือกตั้งก็ตามจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยพลการ แต่จะดูแลให้มีการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยเร็ว ที่มีผู้แทนประชาชนทุกกลุ่มทุกส่วนเป็นสมาชิกมาจากการเลือกตั้งในกลุ่มของตน แต่ละพรรคเสนอรูปแบบโครงสร้างสสร.ที่พรรคนั้นเห็นว่าเหมาะสมระหว่างการหาเสียงเพื่อให้ประชาชนได้เลือก

    3. กลุ่มพลังทางการเมืองทุกฝ่าย ตกลงร่วมกันงดการชุมนุมทุกรูปแบบระหว่างการเลือกตั้งและการร่างรัฐธรรมนูญและเคารพต่อผลการเลือกตั้งและการร่างรัฐธรรมนูญ

    4. รัฐธรรมนูญใหม่ร่างเสร็จภายใน 9 เดือนและทำประชามติ

    ถ้าเริ่มต้นสร้างมาตรฐานเดียวกันได้อย่างนี้ สังคมไทยยังคงมีความหวัง

    จอน อึ๊งภากรณ์
    11 เมษายน 2553

     
  • bact' 5:15 pm on June 15, 2007 Permalink | Reply
    Tags: , cultural hegemony, , politics, social, USA   

    Ministry of Cultural Warfare แปลตามตัวว่า “กระทรวงการสงครามวัฒนธรรม” เป็นกลุ่มศิลปินหลากสาขาเพื่อการกุศลในเมืองมินเนอาโพลิส มลรัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา
    ชื่อกลุ่มนี้น่าสนใจ และคงจะบ่งบอกแนวคิดอะไรบางอย่างในงานศิลปะของพวกเขาได้
    ทางกลุ่มสร้างสรรค์งานแสดง ตลก วีดิทัศน์ และจดหมายข่าว ที่พูดถึงประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง ด้วยอารมณ์ขันแบบแหกขนบ และยอมรับอย่างไม่สะทกสะท้านว่ากลุ่มตนนั้นเอียงซ้าย (ข้อมูล: Wikipedia)

    ชนะอย่างเด็ดขาด เมื่อผู้แพ้ไม่รู้สึกว่าแพ้ – ชนะทางวัฒนธรรม

     
  • bact' 10:29 am on June 12, 2007 Permalink | Reply
    Tags: justice, military, , politics,   

    Military Justice Is to Justice as Military Music Is to Music 

    ดนตรีทหาร ?

    “Il suffit d’ajouter ‘militaire’ à un mot pour lui faire perdre sa signification. Ainsi la justice militaire n’est pas la justice, la musique militaire n’est pas la musique.”

    “It is enough to add ‘military’ to a word to make it lose its significance. Thus military justice is not justice, the military music is not the music.”

    “หากเราเพิ่มคำว่า ‘ทางทหาร’ ต่อท้ายคำใด ก็เพียงพอแล้วที่ทำให้คำคำนั้นสูญเสียความหมายที่แท้จริงของมันไป ดังนั้น ความยุติธรรมทางทหาร จึงไม่ใช่ความยุติธรรม ดนตรีทางทหาร ก็ไม่ใช่ดนตรี”

    จอร์จ เคลม็องโซ – นักการเมืองฝ่ายซ้ายคนสำคัญของฝรั่งเศส, อดีตนายกรัฐมนตรีสมัยสาธารณรัฐที่ 3, ผู้ต่อต้านระบอบทหารและการล่าอาณานิคม

    ต้นฉบับฝรั่งเศสและแปลไทยจาก
    ปิยบุตร แสงกนกกุล : ชำแหละคำวินิจฉัยคดียุบพรรค
    แปลอังกฤษโดย AltaVista Babel Fish

    อีกสำนวน ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน ในภาษาอังกฤษ คือคำพูดโดย Groucho Marx นักแสดงตลกชาวอเมริกัน:
    “Military Justice Is to Justice as Military Music Is to Music”

    [ ลิงก์ ประชาไท ]

     
c
compose new post
j
next post/next comment
k
previous post/previous comment
r
reply
e
edit
o
show/hide comments
t
go to top
l
go to login
h
show/hide help
esc
cancel