<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Culture Lab etc. &#187; Red Shirts</title>
	<atom:link href="http://culturelab.in.th/blog/tag/red-shirts/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://culturelab.in.th/blog</link>
	<description>โรงประลองวัฒนทำ ฯลฯ</description>
	<lastBuildDate>Thu, 14 Oct 2010 21:00:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>ต้องกลับไปสู่สังคมมาตรฐานเดียว</title>
		<link>http://culturelab.in.th/blog/2010/04/11/back-to-single-standard-society/</link>
		<comments>http://culturelab.in.th/blog/2010/04/11/back-to-single-standard-society/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Apr 2010 12:52:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact'</dc:creator>
				<category><![CDATA[politics]]></category>
		<category><![CDATA[Jon Ungpakorn]]></category>
		<category><![CDATA[Red Shirts]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/blog/?p=235</guid>
		<description><![CDATA[สังคมสองมาตรฐานย่อมไถลไปสู่สงครามกลางเมืองและความป่าเถื่อน ทางออกมีทางเดียว&#8230;ต้องกลับมาสู่มาตรฐานเดียวกัน ผมจะไม่ขอกล่าวถึงอำนาจรัฐสองมาตรฐานซึ่งเป็นที่ประจักษ์มานานแล้ว (ไม่ใช่เฉพาะในยุคนี้) … ที่น่าเป็นห่วงกว่านี้อย่างยิ่งคือสถานการณ์ของสังคมสองมาตรฐาน ในปัจจุบันสมาชิกสังคมจำนวนมากมายที่เคยร่วมกันต่อสู้เคียงบ่าเคียงใหล่กันเพื่อระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรมแก่ประชาชนทุกส่วนโดยไม่เลือกหน้า ได้สละทิ้งคุณค่าดั้งเดิมที่ตนเคยยึดถือมาตลอด โดยได้แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน หันมาเผชิญหน้ากัน และเล็งมวลมนุษย์ในฝ่ายตรงกันข้ามเป็นศัตรูของตนโดยทั้งหมด ดูเหมือนพวกเราทุกคนทุกฝ่ายยังอ้างคำว่าประชาธิปไตยอยู่ แต่พฤติกรรมคือการนิยมระบอบประชาธิปไตยเฉพาะเมื่อเอื้ออำนวยต่อประโยชน์ของฝ่ายเรา หากเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยอาจเอื้ออำนวยต่อฝ่ายตรงกันข้าม เราก็จะหันเหไปทางอื่น ทหารยึดอำนาจเราก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ (ตราบใดที่เป็นทหารของฝ่ายเรา) เมื่อฝ่ายตรงข้ามเรียกร้องการเลือกตั้งเพื่อพิสูจน์ความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ เราก็จะออกมาคัดค้านทันทีหากมองว่าฝ่ายเราจะเสียเปรียบจากการเลือกตั้งนั้น เรื่องสิทธิเสรีภาพก็เช่นเดียวกัน เราทุกคนเห็นด้วยกับเสรีภาพในการชุมนุมตราบใดที่เป็นการชุมนุมของฝ่ายเรา แต่เมื่อเป็นการชุมนุมของฝ่ายตรงกันข้ามก็ขอให้อำนาจรัฐฝ่ายเรารีบจัดการ หากอำนาจรัฐฝ่ายเราทำให้ผู้ชุมนุมฝ่าตรงกันข้ามเสียชีวิตก็แล้วไป ช่วยไม่ได้ เสียใจนะ แต่คุณเลือกข้างผิดเอง แต่หากอำนาจรัฐฝ่ายตรงข้ามทำให้ผู้ชุมนุมฝ่ายเราเสียไป ต้องประณามถึงที่สุด … ฆาตกร ! เสรีภาพสื่อหรือ ? แน่นอนพวกเราทุกคนเห็นด้วยอย่างยิ่งในเสรีภาพของสื่อมวลชนที่อยู่ฝ่ายเรา ใครมาข่มเหงเราสู้ตาย แต่หากอำนาจรัฐฝ่ายเราจะปิดสื่อของฝ่ายตรงกันข้าม เรารู้สึกเฉยๆ สิทธิมนุษยชนสำคัญมาก แต่หากคนในฝ่ายตรงข้ามติดคุกเพราะแสดงความคิดเห็นตามที่รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิ์ ก็เป็นเรื่องที่เขาแส่เรียกหาคุกเอาเอง ไม่ใช่ธุระของเรา กฎหมายเผด็จการต่างๆ ที่เปิดโอกาศให้อำนาจรัฐย่ำยีประชาชน (กฎอัยการศึก พรก.ฉุกเฉินฯ พรบ.ความมั่นคงฯ) เราย่อมคัดค้าน เพราะขัดต่อระบอบประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ แต่ถ้าจะใช้ต่อฝ่ายตรงข้ามก็เป็นเรื่องจำเป็น เข้าใจได้ สังคมไทยได้เกิดวัฒนธรรมใหม่ที่พวกเราทุกฝ่ายไม่รู้จักมองคนในฝ่ายตรงข้ามเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคมเดียวกัน ไม่สามารถมองเขาเป็นคนแบบเรา ที่มีอาชีพแบบเรา มีครอบครัวแบบเรา มีความใฝ่ฝันแบบเรา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>
<strong>สังคมสองมาตรฐานย่อมไถลไปสู่สงครามกลางเมืองและความป่าเถื่อน<br />
ทางออกมีทางเดียว&#8230;ต้องกลับมาสู่มาตรฐานเดียวกัน</strong></p>
<p>ผมจะไม่ขอกล่าวถึงอำนาจรัฐสองมาตรฐานซึ่งเป็นที่ประจักษ์มานานแล้ว (ไม่ใช่เฉพาะในยุคนี้) … ที่น่าเป็นห่วงกว่านี้อย่างยิ่งคือสถานการณ์ของสังคมสองมาตรฐาน</p>
<p>ในปัจจุบันสมาชิกสังคมจำนวนมากมายที่เคยร่วมกันต่อสู้เคียงบ่าเคียงใหล่กันเพื่อระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรมแก่ประชาชนทุกส่วนโดยไม่เลือกหน้า ได้สละทิ้งคุณค่าดั้งเดิมที่ตนเคยยึดถือมาตลอด โดยได้แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน หันมาเผชิญหน้ากัน และเล็งมวลมนุษย์ในฝ่ายตรงกันข้ามเป็นศัตรูของตนโดยทั้งหมด</p>
<p>ดูเหมือนพวกเราทุกคนทุกฝ่ายยังอ้างคำว่าประชาธิปไตยอยู่ แต่พฤติกรรมคือการนิยมระบอบประชาธิปไตยเฉพาะเมื่อเอื้ออำนวยต่อประโยชน์ของฝ่ายเรา หากเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยอาจเอื้ออำนวยต่อฝ่ายตรงกันข้าม เราก็จะหันเหไปทางอื่น ทหารยึดอำนาจเราก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ (ตราบใดที่เป็นทหารของฝ่ายเรา) เมื่อฝ่ายตรงข้ามเรียกร้องการเลือกตั้งเพื่อพิสูจน์ความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ เราก็จะออกมาคัดค้านทันทีหากมองว่าฝ่ายเราจะเสียเปรียบจากการเลือกตั้งนั้น</p>
<p>เรื่องสิทธิเสรีภาพก็เช่นเดียวกัน เราทุกคนเห็นด้วยกับเสรีภาพในการชุมนุมตราบใดที่เป็นการชุมนุมของฝ่ายเรา แต่เมื่อเป็นการชุมนุมของฝ่ายตรงกันข้ามก็ขอให้อำนาจรัฐฝ่ายเรารีบจัดการ หากอำนาจรัฐฝ่ายเราทำให้ผู้ชุมนุมฝ่าตรงกันข้ามเสียชีวิตก็แล้วไป ช่วยไม่ได้ เสียใจนะ แต่คุณเลือกข้างผิดเอง แต่หากอำนาจรัฐฝ่ายตรงข้ามทำให้ผู้ชุมนุมฝ่ายเราเสียไป ต้องประณามถึงที่สุด … ฆาตกร !   </p>
<p>เสรีภาพสื่อหรือ ? แน่นอนพวกเราทุกคนเห็นด้วยอย่างยิ่งในเสรีภาพของสื่อมวลชนที่อยู่ฝ่ายเรา ใครมาข่มเหงเราสู้ตาย แต่หากอำนาจรัฐฝ่ายเราจะปิดสื่อของฝ่ายตรงกันข้าม เรารู้สึกเฉยๆ</p>
<p>สิทธิมนุษยชนสำคัญมาก แต่หากคนในฝ่ายตรงข้ามติดคุกเพราะแสดงความคิดเห็นตามที่รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิ์ ก็เป็นเรื่องที่เขาแส่เรียกหาคุกเอาเอง ไม่ใช่ธุระของเรา</p>
<p>กฎหมายเผด็จการต่างๆ ที่เปิดโอกาศให้อำนาจรัฐย่ำยีประชาชน (กฎอัยการศึก พรก.ฉุกเฉินฯ พรบ.ความมั่นคงฯ) เราย่อมคัดค้าน เพราะขัดต่อระบอบประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ แต่ถ้าจะใช้ต่อฝ่ายตรงข้ามก็เป็นเรื่องจำเป็น เข้าใจได้</p>
<p><em>สังคมไทยได้เกิดวัฒนธรรมใหม่ที่พวกเราทุกฝ่ายไม่รู้จักมองคนในฝ่ายตรงข้ามเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคมเดียวกัน ไม่สามารถมองเขาเป็นคนแบบเรา ที่มีอาชีพแบบเรา มีครอบครัวแบบเรา มีความใฝ่ฝันแบบเรา และมีคุณธรรมแบบเรา</em></p>
<p>เมื่อผมเขียนบทความก่อนหน้านี้เรื่องนายอภิสิทธิ์มองตัวเองในกระจกก็เห็นหน้านายทักษิณ มีหลายคนอีเมล์มาถามผมว่า แล้วผมมีดีอะไร? มองตัวเองในกระจกแล้วเห็นใคร ? ผมก็คงต้องยอมรับว่า ผมก็ไม่ต่างกับเพื่อนมนุษย์คนอื่น เคยทำผิดมามาก โดยเฉพาะที่เสียใจจนทุกวันนี้คือการที่ผมไม่ได้ออกมาต่อต้านรัฐประหารปี 2549 อย่างจริงจัง  แต่ตอนนี้ผมมองเข้าใจแล้วถึงความเสียหายมหาศาลที่เป็นผลพวงจากรัฐประหารครั้ง นั้น ผมยอมรับว่าผมเองก็เป็นมนุษย์สองมาตรฐานเหมือนกัน แต่กำลังพยายามแก้ไขอยู่และอยากชวนเพื่อนๆ ทุกฝ่ายทำเช่นเดียวกัน</p>
<p><em>หากเราไม่ช่วยกันแก้ไขสังคมสองมาตรฐานที่ลืมคุณค่าเดิมของการใช้มาตรฐานระบอบประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และสิทธิมุษยชนอย่างเสมอภาคเสมอหน้า ไม่เลือกปฎิบัติ สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือสงครามกลางเมือง และเราจะกลายเป็นสังคมที่ป่าเถื่อน เพราะอำนาจจะได้มาทางเดียวโดยการใช้กำลังความรุนแรงพยายามทำลายซึ่งกันและกัน ใครชนะก็กินขาด</em></p>
<p>ในประเทศประชาธิปไตยที่มีอารยธรรม การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่พวกเขาไม่มองกันเป็นศัตรู แค่เป็นคู่ต่อสู้กันทางการเมืองโดยสันติ โดยอาศัยกฎกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน</p>
<p>หากพวกเราทุกคนจะช่วยกันแก้วิกฤติสังคมไทย เราต้องสร้างมาตรฐานการต่อสู้ทางการเมืองทำนองเดียวกัน</p>
<p>ผมเสนอทางออกที่ไม่ง่ายนักดังนี้</p>
<p>1. เราต้องมีการเลือกตั้งโดยเร็ว</p>
<p>2. ทุกพรรคการเมืองให้สัญญาต่อประชาชน (ร่วมกันยิ่งดี) ว่าใครชนะเลือกตั้งก็ตามจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยพลการ แต่จะดูแลให้มีการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยเร็ว ที่มีผู้แทนประชาชนทุกกลุ่มทุกส่วนเป็นสมาชิกมาจากการเลือกตั้งในกลุ่มของตน แต่ละพรรคเสนอรูปแบบโครงสร้างสสร.ที่พรรคนั้นเห็นว่าเหมาะสมระหว่างการหาเสียงเพื่อให้ประชาชนได้เลือก</p>
<p>3. กลุ่มพลังทางการเมืองทุกฝ่าย ตกลงร่วมกันงดการชุมนุมทุกรูปแบบระหว่างการเลือกตั้งและการร่างรัฐธรรมนูญและเคารพต่อผลการเลือกตั้งและการร่างรัฐธรรมนูญ</p>
<p>4. รัฐธรรมนูญใหม่ร่างเสร็จภายใน 9 เดือนและทำประชามติ</p>
<p><strong>ถ้าเริ่มต้นสร้างมาตรฐานเดียวกันได้อย่างนี้ สังคมไทยยังคงมีความหวัง</strong></p>
<p>จอน อึ๊งภากรณ์<br />
11 เมษายน 2553
</p></blockquote>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://culturelab.in.th/blog/2010/04/11/back-to-single-standard-society/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กระจกที่สะท้อนคุณภาพของนายกรัฐมนตรี</title>
		<link>http://culturelab.in.th/blog/2010/04/11/pm-mirror/</link>
		<comments>http://culturelab.in.th/blog/2010/04/11/pm-mirror/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Apr 2010 01:36:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact'</dc:creator>
				<category><![CDATA[politics]]></category>
		<category><![CDATA[Abhisit Vejjajiva]]></category>
		<category><![CDATA[Jon Ungpakorn]]></category>
		<category><![CDATA[Red Shirts]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Thaksin Shinawatra]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/blog/?p=231</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากเกิดเหตุการณ์ตากใบที่มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตกว่า 70 คนจากฝีมือของทหารที่ได้กวาดจับผู้ชุมนุม มัดตัว แล้วเอามาวางนอนทับกันหลายชั้นในรถทหารขณะขนย้ายไปยังค่ายทหารเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมงจนเกิดการเสียชีวิตดังกล่าว ถัดไปอีกสองวันนายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้มาชี้แจงเรื่องนี้ต่อวุฒิสภาซึ่งตอนนั้นผมนั่งฟังอยู่ นายทักษิณเริ่มต้นด้วยการกล่าวความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่หลังจากนั้นก็ร่ายยาวอธิบายความเป็นมาของสถานการณ์ รัฐบาลทำดีที่สุดแล้ว ฯลฯ ไม่มีการแสดงถึงความรับผิดชอบของตนหรือรัฐบาลของตนต่อผลที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด เมื่อคืนนี้หลังจากที่มีผู้ชุมนุมฝ่ายนปช.และทหารชั้นผู้น้อย รวมทั้งนักข่าวต่างประเทศเสียชีวิตไปไม่น้อยกว่า 11 คน ผู้ชุมนุมและทหารบาดเจ็บเป็นร้อยจากผลการปราบผู้ชุมนุมโดยทหารที่ได้รับคำสั่งจากรัฐบาล ปรากฎว่านายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะในฐานะนายกรัฐมนตรีได้มาแถลงต่อประชาชนทางโทรทัศน์ทุกช่อง นายอภิสิทธิ์ได้เริ่มต้นด้วยการกล่าวความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและต่อครอบครัวผู้ตายและบาดเจ็บ และหลังจากนั้นก็ร่ายยาวอธิบายถึงความเป็นมาของสถานการณ์ และความจำเป็นของรัฐบาล ฯลฯ โดยไม่มีการแสดงถึงความรับผิดชอบของตนหรือรัฐบาลของตนต่อผลที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด เหตุความสูญเสียของคนทั้งประเทศในวันนี้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นหากนายอภิสิทธ์มิได้นำกฎหมายเผด็จการที่นายทักษิณเป็นผู้สร้างขึ้นมาใช้เพื่อปราบมวลนปช. โดยการปิดสื่อที่เข้าข้างหรือเห็นใจฝ่ายนปช. การออกประกาศที่ทำให้การชุมนุมของนปช.กลายเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย และการเปิดช่องทางให้ทหารยิงกระสุนยางและ/หรือกระสุนจริงใส่ผู้ชุมนุม ในประเทศประชาธิปไตยที่มีอารยธรรมเขาไม่ใช้ทหารมาปราบประชาชน ในประเทศประชาธิปไตยที่มีอารยธรรมหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้นายกรัฐมนตรีย่อมอยู่ต่อไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นนายทักษิณหรือนายอภิสิทธิ์ต่างไม่เข้าใจมารยาททางการเมือง และคำกล่าวเสียใจต่อเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่แสดงความรับผิดชอบย่อมไม่สามารถเยียวยาผู้ที่ได้รับการสูญเสียทั้งประเทศได้แต่อย่างใด ต่อไปนี้ทุกครั้งที่นายอภิสิทธิ์มองหน้าตัวเองในกระจกก็ย่อมจะเห็นหน้าของนายทักษิณ จอน อึ๊งภากรณ์ 11 เมษายน 2553]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>
หลังจากเกิดเหตุการณ์ตากใบที่มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตกว่า 70 คนจากฝีมือของทหารที่ได้กวาดจับผู้ชุมนุม มัดตัว แล้วเอามาวางนอนทับกันหลายชั้นในรถทหารขณะขนย้ายไปยังค่ายทหารเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมงจนเกิดการเสียชีวิตดังกล่าว ถัดไปอีกสองวันนายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้มาชี้แจงเรื่องนี้ต่อวุฒิสภาซึ่งตอนนั้นผมนั่งฟังอยู่ นายทักษิณเริ่มต้นด้วยการกล่าวความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่หลังจากนั้นก็ร่ายยาวอธิบายความเป็นมาของสถานการณ์ รัฐบาลทำดีที่สุดแล้ว ฯลฯ ไม่มีการแสดงถึงความรับผิดชอบของตนหรือรัฐบาลของตนต่อผลที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด</p>
<p>เมื่อคืนนี้หลังจากที่มีผู้ชุมนุมฝ่ายนปช.และทหารชั้นผู้น้อย รวมทั้งนักข่าวต่างประเทศเสียชีวิตไปไม่น้อยกว่า 11 คน ผู้ชุมนุมและทหารบาดเจ็บเป็นร้อยจากผลการปราบผู้ชุมนุมโดยทหารที่ได้รับคำสั่งจากรัฐบาล ปรากฎว่านายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะในฐานะนายกรัฐมนตรีได้มาแถลงต่อประชาชนทางโทรทัศน์ทุกช่อง นายอภิสิทธิ์ได้เริ่มต้นด้วยการกล่าวความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและต่อครอบครัวผู้ตายและบาดเจ็บ และหลังจากนั้นก็ร่ายยาวอธิบายถึงความเป็นมาของสถานการณ์ และความจำเป็นของรัฐบาล ฯลฯ โดยไม่มีการแสดงถึงความรับผิดชอบของตนหรือรัฐบาลของตนต่อผลที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด</p>
<p>เหตุความสูญเสียของคนทั้งประเทศในวันนี้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นหากนายอภิสิทธ์มิได้นำกฎหมายเผด็จการที่นายทักษิณเป็นผู้สร้างขึ้นมาใช้เพื่อปราบมวลนปช. โดยการปิดสื่อที่เข้าข้างหรือเห็นใจฝ่ายนปช. การออกประกาศที่ทำให้การชุมนุมของนปช.กลายเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย และการเปิดช่องทางให้ทหารยิงกระสุนยางและ/หรือกระสุนจริงใส่ผู้ชุมนุม</p>
<p>ในประเทศประชาธิปไตยที่มีอารยธรรมเขาไม่ใช้ทหารมาปราบประชาชน  ในประเทศประชาธิปไตยที่มีอารยธรรมหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้นายกรัฐมนตรีย่อมอยู่ต่อไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นนายทักษิณหรือนายอภิสิทธิ์ต่างไม่เข้าใจมารยาททางการเมือง และคำกล่าวเสียใจต่อเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่แสดงความรับผิดชอบย่อมไม่สามารถเยียวยาผู้ที่ได้รับการสูญเสียทั้งประเทศได้แต่อย่างใด</p>
<p>ต่อไปนี้ทุกครั้งที่นายอภิสิทธิ์มองหน้าตัวเองในกระจกก็ย่อมจะเห็นหน้าของนายทักษิณ</p>
<p><em>จอน อึ๊งภากรณ์</em></p>
<p>11 เมษายน 2553
</p></blockquote>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://culturelab.in.th/blog/2010/04/11/pm-mirror/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

